Friday, June 14, 2013

ประโยชน์จากผักผลไม้สีแดง







ประโยชน์จากผักผลไม้สีแดง


สารสีแดง ไลโคพีน (Lycopene) เป็นตัวการทำให้เกิดมะเขือเทศและแตงโมมีสี แดงสดใส แต่ก็ยังมีสาร เบต้าไซซิน (Betacycin) ที่ให้สีแดงในลูกทับทิม บีทรูท และแคนเบอร์รี่เช่นกัน โดยทั้งไลโคพีนและเบต้าไซซินเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant) ซึ่งจะช่วยป้องกันการเกิดมะเร็งหลายชนิดเช่นกัน โดยเฉพาะไลโคพีนมีฤทธิ์ต้านมะเร็งมากกว่าเบต้าแคโรทีนถึง 2 เท่าทีเดียว

ความน่าสนใจของผักสีแดง ไม่ว่าจะเป็นมะเขือเทศ บีทรูท พริกหวาน พริกชี้ฟ้า แตงโม เสาวรสหรือเกรปฟรุ๊ตสีชมพู ฝรั่งสีแดง มะละกอสุก ราสป์เบอร์รี่และสตรอเบอร์รี่ หรือแม้กระทั่งผลไม้พื้นบ้าน อย่าง ลูกตะขบ ลูกตำลึง ลูกเชอร์รี่เปรี้ยวๆนั้น อุดมไปด้วยไลโคพีน (Lycopene)เต็มเปี่ยม


"สารไลโคพีน" เป็นเม็ดสีแคโรทินอยด์สีแดงสด ชื่อของมันได้มาจากชื่อของมะเขือเทศ solanum lycopersicum และพบในพืชพวกมะเขือเทศ อีกทั้งผลไม้สีแดงอื่นๆ และมันขึ้นชื่อลือชาในเรื่องสารต้านอนุมูลอิสระประเภทแคโรทินอยด์ที่แรงมาก และมีความสามารถมากกว่าฤทธิ์ของวิตามินอี 100 เท่า และ 125 เท่าเมื่อเทียบกับกลูต้าไธโอน
ผักผลไม้สีแดงนั้นมีคุณค่าทางโภชนาการล้นเหลือ โดยเฉพาะสารต้านอนุมูลอิสระที่มีอยู่ในสารไลโคพีน จึงมีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญของเซลล์มะเร็งที่มดลูก และปอด และป้องกันการเกิดมะเร็งต่อมลูกหมากได้มากถึงร้อยละ 20 อีกทั้งยังเป็นส่วนผสมในตำรับยาที่ใช้ป้องกันอันตรายอันเกิดจากการ ผลิตอนุมูลอิสระที่ผิดปกติ แถมช่วยลดปริมาณไขมันในเลือด ชะลอความเสื่อมของเซลล์ในร่างกาย และทำให้หลายภาวะผิดปกติของเซลล์ดีขึ้น เช่น โรคหัวใจ มะเร็ง เบาหวาน กระดูกพรุน และภาวะการเป็นหมันชาย และยังช่วยป้องกันโรคสมองเสื่อม หรืออัลไซเมอร์ได้อีกด้วย หากต้องการเพิ่มสารไลโคพีนให้มากขึ้น ผู้บริโภคต้องอาศัยวิถีการกินที่ถูกต้องด้วย ซึ่งสารไลโคพีนจะมีปริมาณเพิ่มขึ้นเมื่อเราเอาไปทำให้สุก หรือผ่านกระบวนการ ไม่ใช่การบริโภคผลสด
 
จากผลวิจัยพบว่ามะเขือเทศสุก ในสภาพเละๆ นั้น มีสารไลโคพีนมากกว่ามะเขือเทศสดถึง 4 เท่า เช่นซอสมะเขือเทศ น้ำมะเขือเทศพาสเจอร์ไรซ์ มะเขือเทศบดต้ม หรือพวกที่บรรจุกระป๋องผสมมากับน้ำมันพืช เช่นซอสสปาเกตตี้ หรือ พิซซ่า
เหตุผลก็คือ หากเรากินผลสด สารตัวนี้จะไม่ละลายน้ำ และยังเกาะติดแน่นกับไฟเบอร์ แต่ถ้าเรากินที่ปรุงสุกแล้วจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเคมี และดูดซึมได้ง่ายขึ้น ซึ่งสารไลโคพีนจะละลาย ในไขมัน จึงดูดซึมเข้าร่างกายให้ได้รับปริมาณไลโคพีนในเลือดสูงมากนั่นเอง

อีกทั้งยังมีการศึกษาในมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ให้ข้อมูลปริมาณการบริโภคที่เหมาะสมไว้ว่า หากต้องการกินมะเขือเทศเพื่อป้องกันมะเร็งให้ได้ผล ก็ควรบริโภคสารไลโคพีนในปริมาณอย่างน้อย 6.5 มิลลิกรัมต่อวัน เทียบเท่ากับการกินอาหารที่มีมะเขือเทศเป็นส่วนผสมหลักประมาณ 10 ครั้งต่อสัปดาห์
เจ้าผักผลไม้สีแดงๆ ยังให้สารประกอบอีกตัวหนึ่งชื่อว่า "ฟีนอลเรียกรดเอลลาจิก" ซึ่งสารนี้มีฤทธิ์ยั้บยั้งการเกิดมะเร็งโดยป้องกันการจับของสารก่อมะเร็งและ สารพันธุกรรมในเซลล์และเสริมการทำงานของเอนไซม์กำจัดสารพิษในตับรวมถึงสารเบ ต้าแคโรทีน ซึ่งในมะละกอสุกจะมีเบต้าแคโรทีน หรือสารคุณค่าพืชผักสีส้ม-เหลืองสูงกว่ามะละกอดิบ และเปลี่ยนสารนี้เป็นวิตามินเอได้ด้วยตัวมันเอง

นอกจากนั้นเจ้าพวกผักผลไม้สีแดงแปร๊ดยังอุดมไปด้วย "วิตามิน และเกลือแร่" ต่างๆ มากมาย และเป็นแหล่งอาหารที่ดีสำหรับวิตามินเอ บี ซี อี เค แร่ธาตุโพแตสเซียม และโบรอน และเราก็รู้กันดีอยู่แล้วว่า วิตามินเอช่วยบำรุงสายตา และดีต่อสุขภาพผิว ช่วยให้ผิวเปล่งปลั่งสดใส นั่นหมายความว่าไม่เพียงแต่จะกินเพื่อสุขภาพเท่านั้น หากนำน้ำจากผลมะเขือเทศที่คั้นใหม่ๆ มาทำความสะอาดผิว จะทำให้ผิวนุ่มเนียน และสวยงามด้วย
 
ส่วนผลข้างเคียงของการรับประทานผักผลไม้สีแดงนั้น บางคนอาจพบว่าเกิดผื่นแดงบนผิวหนัง หรือในคนที่แพ้สารประเภทซาลิไซเลทในยาบางอย่างก็อาจเกิดอาการหายใจลำบากได้ หากเกิดอาการเช่นนี้ควรปรึกษาแพทย์จะดีที่สุด

อ้างอิงจาก : www.healthcorners.com



No comments:

Post a Comment